ในบ่ายวันหนึ่งฉันเดินกลับออกมาจากคลินิกอย่างสันสนในชีวิตตัวเอง เสียงของหมอยังดังก้องอยู่ในสมองอยู่ตลอดว่า “ผลทดสอบของคุณเป็นบวก “ เฮ้อ นี่เป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยในชีวิตว่า ในช่วงวัยรุ่นแบบนี้ ฉันมีชีวิตเล็กๆอาศัยอยู่กับฉันโดยไม่รู้ตัวมาก่อนเลย มันอยู่มาเงียบๆซักกระยะหนึ่งแล้วโดยที่ไม่ได้สงสัยจนกระทั่งเกิดอาการผิดปกติกับตัวเองจึงมาตรวจ แล้วนี่จะทำยังไงกับชีวิตต่อไปดี ฉันนอนไม่หลับอยู่หลายคืน คิดวนเวียนแต่ว่าจะทำอย่างไรดี คิดว่าจะไปคลินิกให้หมอช่วยจัดการให้ อีกใจหนึ่งก็กังวลว่ามันจะเจ็บไหมจะทรมานไหม

ตอนกลางคืนช่วงหลังๆนี้ฉันรู้สึกได้ถึง การเคลื่อนไหวเล็กๆ เป็นพักๆ ก่อนหน้านี้ก็ยังสงสัยอยู่ว่ามันคืออะไร แต่ตอนี้ก็ได้คำตอบแล้วล่ะว่ามันเป็นอีกชีวิตนั่นเองที่กำลังเติบโตอยู่ มันจำบาปมากไหมหนอกับการทำลายชีวิตเล็กๆนี้ แต่ถ้าไม่ทำฉันอาจกลายเป็นคนไม่มีอนาคตไปเลยก็ได้ เฮ้อ......

หลังจากที่ครุ่นคิดมาหลายคืน ได้ปรึกษาคนรอบตัวแล้วก็ตัดสินใจได้ว่า ฉันควรเลือกอนาคตตัวเองมันมาอยู่ผิดที่ผิดเวลาเองนี่นาช่วยไม่ได้ล่ะนะ  ในหัวฉันตอนนี้คิดแต่ว่า.....ฆ่ามัน

ฆ่า.....

ฆ่า....

รุ่งขึ้นฉันไปที่คลิดนิกแห่งเดิมอีกครั้งไปคุยวิธีการต่างๆกับหมอ ว่าจะทำอย่างไร ซึ่งเขาก็แนะนำให้ใช้ยาที่มี เป็นยาแบบกิน  ไม่มียาแบบเหน็บให้ใช้

หลังจากกินยาไปได้3-4วัน เช้าวันหนึ่งขณะไปเข้าห้องน้ำฉันเห็นมัน......ออกมาเพราะฤทธิ์ยา ที่กินเข้าไปนั่นเอง

.......

.......ตายซะ......

 

ไอ้พยาธิในตัวฉัน......

ขอบคุณที่ทนอ่านจนจบ ใครคิดเป็นอื่นยกมือขึ้น..... ^_^

งานวิจัยปลอม

posted on 13 Mar 2009 18:33 by kazu123

ช่วงนี้การเงินมีข่าวโด่งดังเกี่ยวกับ Bernard Madoff  ผู้ตั้งกองทุนปลอมๆขึ้นมาหลอกเอาเงินผู้ลงทุนมากมายมาแต่ไม่ได้เอาไปลงทุนจริงๆ แต่เอาเงินทีี่ได้ไปจ่ายให้กับผู้ลงทุนรายต่อไปซึ่งมันก็คือแชร์ลูกโซ่ นั่นเอง เวลานี้ก็โดนจับกุมไปเรียบร้อยแล้ว

เมื่อวานได้อ่าน www.sciam.com มีข่าวว่าวิสัญญีแพทย์  Scott Reuben ผู้ทำการวิจัยเกี่ยวกับยาแก้ปวด ขนิด COX-2 คือ celebrex ของ Pfizer เป็นการรายงานผลการวิจัยที่ทำให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงการรักษาการปวดจากการผ่าตัด จากการใช้ ยาแก้ปวดรุ่นแรก (NSAIDS-non steroidal anti-inflammatory drugs)  มาเป็นการใช้ ยาในกลุ่ม COX2 inhibitor ร่วมกับ Gabapentin ซึ่งเป็นของ pfizer

หมอคนนี้ได้ตีพิมพฺงานวิจัยมา ร่วม 12 ปี  กว่าที่มหาวิทยาลัยจะตรวจสอบพบว่า งานวิจัยของเขาไม่ไ้ด้รับอนุญาตให้ทำ งานวิจัย 2 เรืองที่เขารายงานไปและ ก็มีการนำชื่อหมอผ่าตัดกระดูกและข้อมาเป็นผู้วิจัยร่วม ทั้งที่ ไม่ได้รู้เรื่องด้วย -_-" 

สุดท้ายสอบไปสอบมา พบว่า งานวิจัย 21 ชิ้นเป็นการ มั่วข้อมูลผลการรักษา ปลอมๆออกมา 

เอ่อต่อไปนี้จะเชื่ออะไรได้เนี่ย ขนาดวารสารวิชาการ ยังหลอกกันได้แบบนี้ แล้วการรักษาคนไข้ตาไอ้ขอ้มูลปลอมๆนี่ เกิดผลเสียอะไรขึ้นมา แล้วใครจะรับผิดชอบฟะเนี่ย  เวรกรรม

"ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" เคยได้ยินมาแล้วก็ลองคิดๆดู ว่ามันหมายถึงอะไร ส่วนมากจะได้ยินในแนวทางเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติ เรื่องลึกลับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อธิบายไม่ได้

แค่แย้งไปว่ามันน่าจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้นเองก็โดนว่าแล้ว ว่า"ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะ" -_-" สงสัยอยู่ว่าที่พูดไปนี่ลบหลู่ตรงไหนกันหรือ แค่สงสัยน่ะ หรือว่าการสงสัยในสิ่งที่ไม่ค่อยมีคนอธิบายก็คือการลบหลู่ ? หรืออย่างเพื่อนไปขอพร หรือบนก่อนสอบ ก็บอกว่า"เอ็งเรียนมาทั้งปียังคิดว่าสอบไม่ได้เนี่ย แล้วเจ้าที่เค้าไม่ได้มานั่งเรียนกะเอ็งเนี่ยจะข้อสอบได้เรอะ?" อันนี้ยอมรับว่าเราปากหมาเอง ก็โดนเพื่อนว่ามาซะ ด้วยประโยคเดิม ว่าอย่าลบหลู่ๆ

การลบหลู่ดูหมิ่นไม่ใช่เรื่องดี อันนี้เห็นด้วยแต่ว่าการสงสัยใครรู้ในสิ่งที่ไม่มีคำอธิบายชัดเจน มันเป็นหนทางแห่งการพัฒนา การก้าวหน้าไม่ใช่หรือ? การสงสัยว่าเีรื่องที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากสิ่งที่เรียกว่า "สิ่งศักดิ์สิทธิ์" จริงหรือไม่ น่าจะดีกว่าการเชื่อแบบงมงายไป เค้าบอกว่าศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องศักดิ์สิทธิ์

พิธีกรรมต่างๆที่ทำตามกันมาก็น่าจะลองค้นหาต้นตอดูว่า มันเกิดมาจากไหนจริงๆแล้วทำเพื่ออะไร เหมาะกับสังคมยุคปัจจุบันหรือไม่ น่าจะดีกว่าทำตามกันมาไม่เปลี่ยนแปลงเพียงเพราะเหตุผลว่า "โบราณเค้าทำกันมา"

แค่ความสงสัยเท่านั้นไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่ใครนะคร้าบ ใครเชื่ออะไรตราบใดที่ไม่เดือดร้อนคนอื่นก็ย่อมไม่ผิด (เช่นเชื่อว่าการมีชีวิตเป็นทุกข์แล้วไล่ฆ่าชายวบ้านให้พ้นทุกข์ นี่ก็ไม่ไหวขอรับ)

ใครเคยไม่เชื่อและสงสัย ลองมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันนะครับ

 

edit @ 14 Feb 2009 21:08:29 by kazu123